Asperger ภัยเงียบที่อันตรายของเด็ก

การเลี้ยงดูเด็กเล็กนอกจากจะต้องเสริมเรื่องของอาหาร โภชนาการเพื่อให้มีความสมส่วนตามวัย การสังเกตพัฒนาการของลูกน้อยก็สำคัญเช่นกัน เนื่องจากพัฒนาช้าบางอย่างแม้จะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่หากไม่รีบพาไปพบแพทย์ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ โรค Asperger แอสเพอร์เกอร์ ก็เป็นหนึ่งพฤติกรรมปัญหาด้านพัฒนาการเช่นกัน มารู้จักกัน

ต้นกำเนิดของโรค

งานวิจัยด้านพัฒนาการช้าของเด็กเล็กจริงๆมีมานาน โรคแอสเพอร์เกอร์ เองก็เช่นกัน มีการวิจัยโรคนี้มานานแต่พอเกิดสงครามโลกงานวิจัยดังกล่าวจึงถูกเก็บไว้ จนกระทั่งยุคหลังสงครามได้มีนักวิจัยหยิบงานวิจัยโรคนี้ขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โรคนี้ถูกค้นพบเมื่อปี 1934 นายแพทย์ ฮานส์ แอสเพอร์เกอร์ กุมารแพทย์ชาวออสเตรีย เป็นผู้วิจัยงานนี้จึงเรียกโรคนี้ตามชื่อดังกล่าว

ลักษณะของโรคแอสเพอร์เกอร์

คุณพ่อ คุณแม่ต้องอ่านบรรทัดต่อจากนี้ให้ดีเลย เราต้องทำความเข้าใจโรคนี้กันสักหน่อย หากนิยามลักษณะของโรคนี้เค้าบอกไว้ว่า เด็กเป็นโรคนี้จะมีลักษณะเด่นคือ เข้าสังคมลำบาก พวกเค้าเหมือนจะไม่เข้าใจว่าต้องทำอะไร คุยอะไร มีท่าทางอย่างไรเวลาอยู่กับคนวัยเดียวกัน สองพวกเค้าจะมีความหมกมุ่น อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก เรียกได้ว่าเป็นลมหายใจของพวกเค้าเลยก็ว่าได้ เรื่องสนใจจะเป็นเรื่องยากอย่าง แผนที่ประเทศ โลโก้ เป็นต้น สามจะพฤติกรรมทำซ้ำเรื่องใดเรื่องหนึ่งติดต่อกัน เช่น พูดเรื่องเดิมของตัวเองด้วยคำพูดเดิม ประโยคเดิม ซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด เป็นต้น

ความอันตรายของโรคแอสเพอร์เกอร์

โรคนี้จัดว่าอันตรายมากทีเดียว ประการแรกการสังเกตโรคนี้ทำได้ยากมาก ยิ่งพ่อแม่มือใหม่ยิ่งแยกได้ยากเข้าไปอีกทางการแพทย์ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด กว่าจะมาพบหมอเพื่อปรึกษาด้านพัฒนาการแก้ไขของโรคดังกล่าวก็ปรากฏจนแก้ได้ยาก สองโรคนี้ยังไม่มียารักษาเป็นทางการ สามโรคนี้เป็นปัญหาด้านพฤติกรรมการเข้าสังคม นั่นทำให้เวลาพาเด็กออกไปข้างนอกอาจจะทำให้เกิดปัญหาบางอย่างได้ พ่อแม่ต้องควบคุมตลอดเวลาพร้อมทั้งให้คำอธิบายเพื่อแก้ไขพฤติกรรม หากโชคร้ายโรคนี้อาจจะซ้อนทับด้วยสมาธิสั้น หรือ ออทิสติก พ่วงไปด้วย ทางแก้ไขพ่อแม่ควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมลูกพร้อมกับพาไปตรวจพัฒนาการตามกำหนด

วิธีการแก้ไขโรคแอสเพอร์เกอร์

ครอบครัวถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของโรคแอสเพอร์เกอร์เลย เนื่องจากเด็กมีปัญหาด้านการเข้าสังคม ทำให้ครอบครัวโดยเฉพาะพ่อแม่จะต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา เพื่อสอน ทำความเข้าใจเรื่องรอบตัวต่างๆ อย่างถูกต้อง สองพยายามพาเด็กเข้าโปรแกรมการรักษาจากทางโรงพยาบาล สามต้องหมั่นพาเด็กทำกิจกรรมรวมกลุ่มกับเด็กวัยเดียวกันเป็นประจำเพื่อให้เข้าได้ฝึกการเข้าสังคม อาจจะมีการพาเข้าสังคมผู้ใหญ่ (ไปกับพ่อแม่) ด้วยเพื่อฝึกการปรับตัว โรคนี้รักษาไม่ยาก ไม่ต้องกังวลไป อย่าห่างหมอ รับรองดีขึ้น