คำถามน่ารู้เกี่ยวกับ โรคแอสเพอร์เกอร์

โรค และ ความผิดปกติในเด็กนั้น เชื่อว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้เกิดขึ้นกับลูกหลานของตัวเองอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าจะเป็นโรคหรือความผิดปกติอะไรก็ตาม ย่อมนำมาซึ่งความลำบากในการดำรงชีวิตของเด็กเองด้วยในอนาคต ปัจจุบันมีโรคและความผิดปกติในเด็กเยอะมาก แถมบางโรคเกินใหม่เราก็ไม่รู้จักเสียด้วยอย่าง โรคแอสเพอร์เกอร์ มันเป็นอย่างไร เรามีคำถามน่ารู้พร้อมคำตอบมาเล่าให้ฟัง

โรคแอสเพอร์เกอร์ คืออะไร

คำถามแรก โรคแอสเพอร์เกอร์ มันคืออะไร คำตอบก็คือ มันเป็นโรคและความผิดปกติชนิดหนึ่ง คล้ายกับออทิสติกแต่ไม่ใช่ ความผิดปกติของโรคนี้จะเบากว่าออทิสติกอยู่ระดับหนึ่ง ความผิดปกติของโรคนี้จะเกี่ยวกับการเข้าสังคม เด็กที่มีภาวะความผิดปกติตรงนี้จะเข้าสังคมได้ยากไม่ค่อยชอบพูดคุยกับคนอื่นแม้แต่คนในครอบครัวเองก็ตาม เค้าจะมีพฤติกรรมหมกมุ่นทำอะไรซ้ำๆ กันอย่างต่อเนื่องแบบไม่ยอมเลิก แต่ความสามารถทางสติปัญญานั้นทำงานได้เกือบจะปกติ สามารถอ่านหนังสือ เรียน เขียนอ่านได้ แต่หากเป็นภาษาที่มีความซับซ้อน ตีความ สำนวน จะไม่เข้าใจความหมายเหล่านั้น

แอสเพอร์เกอร์ กับ ออทิสติก แตกต่างกันอย่างไร

ภาวะแอสเพอร์เกอร์นั้นบางตำราจะจัดให้ภาวะดังกล่าวอยู่ในกลุ่มของโรคออทิสติกประเภทหนึ่งด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไป แอสเพอร์เกอร์นั้น เอาเข้าจริงก็แตกต่างกับออทิสติกมากพอสมควร ออทิสติกจะมีความผิดปกติทางด้านการเรียนรู้ การพูด การอ่านเขียน ภาษาด้วย (อ่านช้า พูดช้า พูดไม่ชัด เขียนหนังสือไม่ได้) แต่แอสเพอร์เกอร์จะไม่เป็นแบบนั้นเค้าสามารถอ่านเขียนภาษาได้เหมือนเด็กปกติ แต่หากเป็นภาษาที่มีการเปรียบเทียบ เปรียบเปรย ตีความอย่างสำนวน สุภาษิต คำกลอน อาจจะไม่เข้าใจ อีกเรื่องการพูดอาจจะต้องระวังหน่อยเพราะเค้าจะพูดตามที่ใจต้องการแบบไม่ยั้งคิดเลย เช่น เค้ากินอาหารนอกบ้านแล้วไม่อร่อย เค้าก็จะบอกเลยว่าอาหารร้านนี้ไม่อร่อยเลย นั่นทำให้คนรอบข้างอาจจะมองว่า เป็นเด็กที่ไม่มีกาลเทศะ พ่อแม่ไม่สั่งสอนได้

รักษาหายได้ไหม

มาถึงคำถามสำคัญเลยหากเราไปตรวจแล้วพบว่า ลูกหลานเราเป็นโรคดังกล่าว เราจะสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ ตอบได้เลยว่าหาย แต่ไม่ 100% การรักษาโรคนี้หากทำตั้งแต่เด็กการปรับตัวจะง่ายกว่า ทั้งการกินยา การปรับอารมณ์ตัวเอง และการฝึกเข้าสังคม ของแบบนี้ต้องแก้ไขกันตั้งแต่เด็กแล้วใช้เวลาสะสมไปนานๆ จากเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีขึ้นไป น่าจะทำให้อาการเบาลงจนเกือบเหมือนปกติ จนทำให้เค้าสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างเป็นปกติ